เตาผลิตไอน้ำสำหรับโรงเรือนเพาะเห็ดฟาง

เห็ดฟาง
 
เตาผลิตไอน้ำสำหรับโรงเรือนเพาะเห็ดฟาง

อาจารย์ ลือพงษ์ ลือนาม อาจารย์ประจำภาควิชาเทคนิคเกษตร คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หัวหน้าโครงการการพัฒนาเตาผลิตไอน้ำสำหรับโรงเรือนเพาะเห็ดฟาง อันเป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริม สุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า เกษตรกรผู้เพาะเห็ดฟางส่วนใหญ่มักจะนิยมใช้ถังขนาด 200 ลิตร ทำเป็นหม้อต้มเพื่อนำไอน้ำเข้าไปฆ่าเชื้อต่าง ๆ ในโรงเรือน โดยนิยมใช้ยางรถยนต์เก่าเป็นเชื้อเพลิงต้มน้ำเนื่องจากมีราคาถูก ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ทางโครงการฯ จึงได้พัฒนาเตาอบไอน้ำภายใต้แนวคิดที่ว่าจะทำอย่างไรให้เกิดมลพิษน้อยที่สุด และเกิดประโยชน์กับเกษตรกรผู้เพาะเห็ดฟางมากที่สุด
 
สำหรับเตาผลิตไอน้ำที่ได้รับการพัฒนาแล้วนั้นมีต้นทุนค่าใช้จ่ายในการส ร้าง ประมาณ 6,000-7,000 บาท โดยจะสร้างจากอิฐมอญก่อเป็นผนังเตาและใช้ถังขนาด 200 ลิตร เป็นหม้อต้มน้ำ ลักษณะของการเผาไหม้จะคล้ายคลึงกับเตาที่ใช้เผาถ่าน ซึ่งคุณสมบัติพิเศษนอกจากจะสามารถผลิตไอน้ำไว้ใช้ในโรงเรือนเพาะเห็ดฟางได้อย่างเพียงพอ แล้ว ยังเกิดผลพลอยได้คือถ่านและ น้ำส้มควันไม้ ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตรหรือจำหน่ายเป็นรายได้เสริมอีกทาง หนึ่ง
 
เตาผลิตไอน้ำที่พัฒนาขึ้นนั้น จะใช้เชื้อเพลิงจากวัสดุในธรรมชาติเช่น ไม้ฟืนจากต้นไม้ชนิดต่าง ๆ ในชุมชน โดยไม้ฟืน 100 กิโลกรัม เมื่อผ่านกระบวนการเผาในเตาจนแล้วเสร็จก็จะได้ “ถ่านไม้” ประมาณ 25 กิโลกรัม หรือคิดเป็นประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนัก ซึ่งเกษตรกรสามารถนำไปขายได้ในราคากิโลกรัมละ 7 บาท ในขณะที่รับซื้อไม้ฟืนมาในราคาเพียงตันละ 500-600 บาทเท่านั้น หักค่าใช้จ่ายแล้วเท่ากับว่ามีรายได้เสริมจากการเผาถ่านประมาณ 1,150-1,250 บาท นอกจากนี้ยังมีผลพลอยได้อีกอย่างหนึ่งคือ “น้ำส้มควันไม้” ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นฮอร์โมนหรือสารไล่แมลงในการทำการเกษตรได้อีกด้วย ซึ่งปัจจุบันจำหน่ายกันในราคาลิตรละ 70 บาท
 
กลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตเห็ดบ้านดงข่า ต.เกาะโพธิ์ อ.ปากพลี จ.นครนายก เป็นกลุ่มเกษตรกรเคยประสบปัญหามลพิษจากควัน เขม่า และกลิ่นที่เกิดขึ้นจากเตาอบไอน้ำที่ใช้ยางรถยนต์เก่าเป็นเชื้อเพลง ซึ่งนอกจากจะรบกวนชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในชุมชนแล้วยังส่งผลต่อสุขภาพ ของตัวเอง จึงเริ่มเห็นความสำคัญและหันมาร่วมมือกับโครงการฯ ในการร่วมทำการวิจัยพัฒนาเตาผลิตไอน้ำด้วยการนำภูมิปัญญาพื้นบ้านมาประยุกต์ ใช้ โดยมุ่งหวังให้เกิดความยั่งยืนของอาชีพการเพาะเห็ดที่ไม่ส่งผลกระทบต่อชุมชน และสิ่งแวดล้อม
 
การดำเนินงานของโครงการฯ ที่มุ่งเน้นให้เกษตรกรตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม โดยเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน นอกจากจะทำให้ได้รับความร่วมมือที่ดีจากชาวบ้านแล้ว ยังก่อให้เกิดความยั่งยืนในอาชีพของเกษตรกรผู้เพาะเห็ด และทำให้เกษตรกรที่มี อาชีพเพาะเห็ดฟางสามารถอยู่ร่วมกับเกษตรกรอาชีพอื่น ๆ ได้โดยไม่ก่อปัญหามลพิษให้กับชุมชนและสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป.

ขอขอบคุณข้อมูล : อาจารย์ ลือพงษ์ ลือนาม อาจารย์ประจำภาควิชาเทคนิคเกษตร คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง